สัญลักษณ์บนหน้าปัดรถยนต์ บอกอะไรบ้าง?

การที่เราจะมีรถสักคัน นอกจากจะต้องมีความสามารถในการขับขี่แล้ว เรื่องของ สัญลักษณ์บนหน้าปัดรถยนต์ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรรู้เช่นกัน สำหรับท่านที่มีรถยนต์ส่วนตัวใช้งาน คงเคยสังเกตเห็นกันบ้าง ตอนสตาร์ทรถ แว๊บนึงบนหน้าปัดจะมีไฟสัญลักษณ์ขึ้นมาเต็มไปหมด บางอันก็พอจะรู้ความหมายบ้าง แต่อีกหลายสัญลักษณ์ ที่เราไม่มีทางรู้ จนกว่าจะเกิดความผิดปกติของเครื่องยนต์ หรือระบบบางอย่างของรถ เรามาดูกันว่า สัญลักษณ์บนหน้าปัดรถยนต์ ที่เป็นไฟสีต่างๆ มีความหมายอย่างไรบ้าง?

สัญลักษณ์บนหน้าปัดรถยนต์

สัญลักษณ์บนหน้าปัดรถยนต์ สีเขียว หรือน้ำเงิน

หมายถึง ฟังก์ชั่นของรถ ที่เรากำลังเปิดใช้งานอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก การใช้งานระบบไฟต่างๆ เช่น ไฟเลี้ยว ไฟตัดหมอก

ไฟเลี้ยว

สัญลักษณ์ไฟเตือน สีเหลือง

หมายถึง เตือนให้เรารู้ว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้น กับระบบการทำงานของรถ แต่เรายังสามารถขับรถต่อได้อยู่ ทางที่ดี ควรนำรถไปตรวจสอบจะดีที่สุด เช่น

ไฟน้ำมัน

  • ไฟรูปน้ำมันเชื้อเพลิง

สัญลักษณ์นี้ หากโชว์ขึ้นมาบนหน้าปัด นั่นก็แสดงว่า เราควรจะแวะเติมน้ำมันได้แล้ว แสดงว่าเราเหลือน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในถัง ประมาณ 10 ลิตร และสามารถวิ่งต่อได้อีกประมาณ 20-30 กิโลเมตรเท่านั้น ทางที่ดี อย่าปล่อยให้มันขึ้นเตือนบ่อยๆ เพราะมันจะส่งผลเสียต่อระบบปั๊ม ของถังน้ำมันได้ในอนาคต

ไฟเครื่องยนต์

  • ไฟรูปเครื่องยนต์

หากเครื่องยนต์ สตาร์ทติดแล้ว แต่ไฟรูปนี้ไม่ดับ แสดงว่าเครื่องยนต์ของคุณ อาจมีปัญหา เพราะสัญลักษณ์ตัวนี้ตัวเดียว อาจแจ้งความผิดปกติหลายอย่าง เช่น ค่าอ็อกซิเจนผิดปกติ, สายพานเกินระยะกำหนด, ตัว ECU มีปัญหา ในส่วนมาก รถที่มีไฟเครื่องยนต์ติดขึ้นมา จะขับได้อีกระยะหนึ่งเท่านั้น และไม่สามารถขับเกินกว่า 40-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 1,500-2,000 รอบต่อนาที ดังนั้นเราควรนำรถเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์เสียหายไปมากกว่าเดิม

สัญลักษณ์ไฟเตือน สีแดง

หมายถึง ระบบการทำงาน ส่วนใดส่วนนึงของรถ กำลังเกิดปัญหาบางอย่าง อาจถึงขั้นรุนแรง เป็นเหมือนสัญญาณอันตราย ที่กำลังเกิดขึ้นกับรถของเรา ควรนำรถของคุณไปตรวจสอบ หรือแก้ไขทันที เพราะนอกจากจะส่งผลเสียต่อรถของคุณแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเราได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น

ไฟเบรก

  • ไฟเตือนเบรคมือและระบบเบรค

สัญลักษณ์นี้ทำหน้าที่เตือนใน 2 กรณี คือ ตอนเราดึงเบรคมือขึ้นมา ซึ่งหากเผลอขับไป โดยที่ไม่ดึงเบรกมือลง ก็อาจจะทำให้เบรคและยางเกิดความเสียหายได้ อีกกรณี คือ เราไม่มีการดึงเบรคมือ แต่มีสัญลักษณ์นี้ขึ้นมา นั่นก็แสดงว่าระบบเบรคของคุณกำลังมีปัญหา เช่น น้ำมันเบรคต่ำเกินไป เบรครั่ว หรือผ้าเบรคหมด แต่สำหรับรถบางรุ่น จะแยกระหว่างระบบเบรก กับเบรกมือออกจากกัน โดยระบบเบรกจะเป็นเครื่องหมายตกใจ ส่วนเบรกมือจะเป็นตัว P ซึ่งหากเกิดไฟเตือน ต้องทำการตรวจสอบและแก้ไขทันที เพื่อความปลอดภัย

ไฟน้ำมันเครื่อง

  • ไฟเตือนน้ำมันเครื่อง

หากมีไฟเตือนน้ำมันเครื่องขึ้นบนหน้าปัดรถ ควรดับเครื่อง และรีบตรวจสอบทันที อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น น้ำมันเครื่องอยู่ในระดับต่ำเกินไป, การเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนที่มีการใช้งานมานาน, อาจมีการรั่วซึมของน้ำมันเครื่อง ลองดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาเช็ค หากพบว่าระดับน้ำมันเครื่องยังปกติ ไม่มีรอยรั่ว ก็อาจเป็นที่ ตัวปั้มน้ำมันเครื่องมีปัญหา ทำให้ไม่มีแรงดันน้ำมันเครื่อง ไปหล่อเลี้ยงตามจุดต่างๆ ซึ่งหากมีไฟเตือนน้ำมันเครื่องขึ้นมา แล้วเรายังฝืนขับต่อไป อาจทำให้ชิ้นส่วนเครื่องยนต์เสียหายมากขึ้น หรืออาจจะต้องยกเครื่องยนต์ใหม่ทั้งระบบก็เป็นได้

ไฟความร้อน

  • ไฟเตือนอุณหภูมิเครื่องยนต์

หากมีไฟสัญลักษณ์นี้ขึ้นมา นั่นแสดงว่า เครื่องยนต์มีอุณหภูมิความร้อนที่สูงผิดปติ ให้รีบทำการจอดรถ และดับเครื่องยนต์ทันที ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความร้อนสูงเป็นได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นท่อยางน้ำรั่ว หม้อน้ำรั่ว พัดลมระบายความร้อนไม่ทำงาน ลองเปิดฝากระโปรงหน้าเพื่อระบายความร้อน และห้ามเปิดฝาหม้อน้ำเด็ดขาด ที่สำคัญไม่ควรฝืนขับต่อไป เพราะจะทำให้ฝาสูบโก่ง ต้องเรียกรถมาลากไปเท่านั้น

สัญลักษณ์ไฟเตือนเหล่านี้ เป็นเพียงเบื้องต้นเท่านั้น ที่รถยนต์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะมีอยู่ แต่สำหรับบางรุ่น อาจจะมีสัญลักษณ์ไฟเตือน ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นควรศึกษาข้อมูล จากคู่มือประจำรถ เพราะหากเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น เราจะสามารถแก้ไขเบื้องต้นได้ ก่อนจะนำรถเข้าซ่อม และช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย

สอบถามเพิ่มเติม หรือแสดงความคิดเห็น